บทที่ 9 เงาของผู้หญิงคนใหม่
ความตกตะลึงฉายชัดบนใบหน้าเคร่งขรึมของทนายกวิน แฟ้มเอกสารสีดำในมือถูกบีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นมองสลับระหว่างใบหน้าที่มีรอยฟกช้ำของมนต์สิชา กับความเด็ดขาดในแววตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดระยะเวลาสามปี
"คุณมนต์ครับ..." กวินกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง "เรื่องเอกสารการหย่า ผมสามารถร่างให้ตามความประสงค์ได้ แต่มันต้องใช้เวลาและผ่านความเห็นชอบจาก..."
"ฉันไม่ได้ขอให้คุณไปขอความเห็นชอบจากเขา" มนต์สิชาตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "ฉันสั่งให้คุณเตรียมเอกสารให้พร้อมที่สุด เมื่อถึงเวลา ฉันจะเป็นคนเอาไปวางตรงหน้าเขาเอง"
"แต่เรื่องที่คุณจะหย่า รวมถึงเรื่องอุบัติเหตุครั้งนี้... ในฐานะทนายประจำตระกูล ผมมีหน้าที่ต้องรายงานให้คุณภพธรทราบทันทีนะครับ" ทนายหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้เตียง สีหน้าเคร่งเครียด
"หน้าที่ของคุณคือรักษาสิทธิประโยชน์ของลูกความ" หญิงสาวสวนกลับ แววตาแข็งกร้าวดุจน้ำแข็ง "และตอนนี้ ฉันกำลังเรียกใช้บริการคุณในฐานะลูกความ ไม่ใช่ในฐานะภรรยาเจ้านายคุณ"
กวินชะงัก เขาอ้าปากเตรียมจะแย้ง แต่คำพูดกลับถูกกลืนหายไปเมื่อมนต์สิชาขยับตัวโน้มมาข้างหน้าเล็กน้อย ฝืนความเจ็บปวดจากซี่โครงที่ร้าวเพื่อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขา
"ฟังฉันให้ดีนะทนายกวิน" น้ำเสียงของเธอกดต่ำและเย็นเยียบ "ห้ามปริปากบอกคุณภพธรเรื่องที่ฉันให้คุณร่างสัญญาหย่าเด็ดขาด จนกว่าฉันจะออกจากโรงพยาบาลและพร้อมจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง... ส่วนเรื่องอุบัติเหตุ ฉันแน่ใจว่าเลขาฯ ของประธานคุณคงรายงานให้เขาทราบไปแล้วล่ะ เพียงแต่เขาเลือกที่จะไม่ใส่ใจเอง"
ทนายหนุ่มเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เขาเพิ่งเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในแววตาของหญิงสาวตรงหน้า มันไม่ใช่ความน้อยใจหรือการเรียกร้องความสนใจเหมือนที่ผ่านมา แต่มันคือความว่างเปล่าและเด็ดขาดอย่างแท้จริง
"เข้าใจแล้วครับ" กวินพยักหน้ารับช้า ๆ อย่างจำนน "ผมจะเก็บเรื่องเอกสารหย่าเป็นความลับ และจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด"
"ขอบคุณค่ะ หมดธุระแล้ว เชิญคุณกลับไปทำงานต่อเถอะ"
มนต์สิชาเอนหลังกลับไปพิงพนักเตียง หลับตาลงเพื่อตัดบทสนทนา ทิ้งให้ทนายความมือขวาของสามีหมื่นล้านยืนนิ่งอึ้งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะโค้งศีรษะและเดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ
...
หลายวันต่อมา
บรรยากาศยามบ่ายของกรุงเทพมหานครร้อนอบอ้าว รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบหน้าประตูรั้วอัลลอยบานใหญ่ของคฤหาสน์วรเวชกุล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในป้อมชะโงกหน้ามองด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะรีบกดปุ่มเปิดประตูรั้วแทบไม่ทันเมื่อเห็นว่าใครก้าวลงมาจากเบาะหลัง
มนต์สิชาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ ๆ กับกางเกงสแล็กสีดำก้าวลงจากรถ เธอปฏิเสธบริการรถลีมูซีนของโรงพยาบาล และเลือกนั่งแท็กซี่ธรรมดากลับมา ร่างกายของเธอยังคงซูบผอม รอยช้ำบนใบหน้าจางลงไปมากแล้วแต่ยังทิ้งรอยไว้จาง ๆ ซี่โครงที่ร้าวยังคงส่งสัญญาณประท้วงเวลาขยับตัวเร็ว ๆ แต่เธอก็สามารถเดินเหินได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
หญิงสาวผลักบานประตูไม้สักเข้าไป ภายในบ้านเงียบกริบ ปราศจากคนงานและแม่บ้าน เธอรู้ตารางเวลาของที่นี่ดี เวลานี้ ป้าแม้นกับเด็กรับใช้คนอื่น ๆ น่าจะกำลังทำความสะอาดเรือนกระจกด้านหลัง ส่วนภพธร... วันนี้เขามีประชุมบอร์ดบริหารของวี-กรุ๊ป คงไม่กลับมาจนกว่าจะค่ำ
นั่นคือช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบที่สุด
มนต์สิชาเดินขึ้นบันไดหินอ่อนไปยังชั้นสอง ฝีเท้าของเธอหนักแน่น ไม่มีความลังเลเหมือนเมื่อสามปีก่อน มือเรียวเอื้อมไปหมุนลูกบิดประตูห้องนอนมาสเตอร์... ห้องที่เธอเคยใช้ร่วมกับเขา
แกร๊ก...
บานประตูเปิดออก เผยให้เห็นเตียงคิงไซส์ปูผ้าไหมสีเทาเข้ม โคมไฟแชนเดอเลียร์ระยิบระยับ พรมขนสัตว์นำเข้า... ทุกอย่างยังคงถูกจัดวางไว้ตำแหน่งเดิม ไร้ที่ติ และเย็นชา
หญิงสาวเดินตรงไปยังห้องแต่งตัวแบบวอล์กอินโคลเซต พื้นที่ฝั่งซ้ายเป็นของภพธร เต็มไปด้วยสูทสั่งตัดเรียงรายเป็นระเบียบ ส่วนฝั่งขวาเป็นของเธอ เต็มไปด้วยชุดเดรสแบรนด์เนม กระเป๋าราคาแพง และเครื่องประดับที่เขาให้เลขาฯ จัดหามาให้ตามมารยาทของการเป็นภรรยาผู้บริหาร
มนต์สิชาลากกระเป๋าเดินทางสีดำที่ซุกไว้มุมลึกสุดของตู้ออกมา กางมันออกบนพื้นพรม
เธอไล่สายตามองชุดหรูหราเหล่านั้นอย่างเฉยเมย มือบางเลื่อนผ่านเสื้อผ้าแบรนด์เนมไปอย่างไม่ไยดี แล้วหยุดลงที่มุมเล็ก ๆ ซึ่งแขวนเสื้อผ้าชุดทำงานธรรมดา เสื้อยืด และกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่ซื้อด้วยเงินเก็บตัวเองสมัยเป็นแค่ดีไซเนอร์ตัวเล็ก ๆ
เธอหยิบเฉพาะของพวกนั้นลงกระเป๋า ทีละชิ้น... ทีละชิ้น
จากนั้น เธอก้าวไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดออก กล่องกำมะหยี่หลายกล่องวางเรียงอยู่ภายใน มนต์สิชาหยิบสร้อยคอเพชร แหวนพลอย และต่างหูมุกที่ภพธรเคยมอบให้ในวันครบรอบต่าง ๆ ออกมาวางเรียงบนโต๊ะกระจกอย่างเป็นระเบียบ
ของขวัญที่ปราศจากความใส่ใจ ของขวัญที่สั่งซื้อโดยเลขาฯ... เธอไม่ต้องการมันอีกต่อไป
มือเรียวหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง รูดซิปเปิดออกก่อนจะดึงบัตรเครดิตแบล็กการ์ดและบัตรเสริมแพลทินัมทุกใบที่เป็นชื่อของภพธรออกมาวางทับลงบนกล่องเครื่องประดับเหล่านั้น
ไม่มีความเสียดาย ไม่มีความลังเล มีเพียงความรู้สึกเบาหวิวที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอก เหมือนนักโทษที่เพิ่งปลดตรวนออกจากข้อเท้า
เธอเดินกลับมาที่กระเป๋าเดินทาง หยิบสมุดสเก็ตช์ภาพ กล่องดินสอสี อุปกรณ์วาดรูป และแล็ปท็อปคู่ใจที่ใช้สำหรับงานออกแบบใส่ลงในช่องว่างที่เหลือ มันคือสมบัติที่แท้จริงเพียงไม่กี่ชิ้นที่เธอมี มันคือความฝันและอนาคตที่เธอจะสร้างขึ้นใหม่ด้วยสองมือตัวเอง
มนต์สิชากดฝากระเป๋าเดินทางลง มือที่มีรอยแผลเป็นจาง ๆ จับหัวซิปโลหะ อาการเจ็บแปลบที่ซี่โครงแล่นริ้วขึ้นมา แต่เธอกัดฟันแน่น ออกแรงรูดซิปปิดกระเป๋าจนสุด
ครืดดดด...
เสียงซิปโลหะกระทบกันดังก้องในความเงียบของห้องนอนกว้าง หญิงสาวค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ปล่อยมือจากกระเป๋า
เธอหันหลังกลับไปมองรอบห้องนอนสุดหรูเป็นครั้งสุดท้าย ทอดสายตามองเตียงกว้างที่เคยนอนร้องไห้เงียบ ๆ เพียงลำพัง มองโต๊ะเครื่องแป้งที่เต็มไปด้วยของมีค่าที่รั้งหัวใจเธอไม่ได้ และมองเงาตัวเองในกระจกบานใหญ่... เงาของผู้หญิงคนใหม่ที่ไม่มีความอ่อนแอหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ทุกอย่างที่นี่จบลงแล้วอย่างสมบูรณ์
